Skip to Content
Cybernetics+
  • About
  • Services
    • Odoo ERP
    • การให้คำปรึกษาทางธุรกิจ
    • ความปลอดภัยทางไซเบอร์
    • ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน
    • PDPA
  • Blog
  • Jobs
  • Support
  • Contact
  • +66 2 096 55 41
  • Sign in
  • EN JA TH
Cybernetics+
      • About
      • Services
        • Odoo ERP
        • การให้คำปรึกษาทางธุรกิจ
        • ความปลอดภัยทางไซเบอร์
        • ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน
        • PDPA
      • Blog
      • Jobs
      • Support
      • Contact
    • +66 2 096 55 41
    • EN JA TH
    • Sign in

    VA Scan vs. Pentest คู่มือตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร ยุค Digital Transformation 2026

  • All Blogs
  • Cyber Security
  • VA Scan vs. Pentest คู่มือตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร ยุค Digital Transformation 2026
  • 10 February 2026 by
    VA Scan vs. Pentest คู่มือตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร ยุค Digital Transformation 2026
    Sahathust Chotivong
    | No comments yet

    ในห้องประชุมคณะกรรมการบริหาร คำถามที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่ เรามีระบบป้องกันหรือไม่? แต่คือ เรามั่นใจแค่ไหนว่าระบบที่มีอยู่จะรับมือกับการโจมตีจริงได้? ภัยคุกคามยุคใหม่นี้ไม่ได้มีแค่ไวรัสทั่วไป แต่เป็นอาชญากรไซเบอร์(Cyber Threst) ที่ใช้ AI และเทคนิคขั้นสูง การตัดสินใจเลือกระหว่างการสแกนช่องโหว่ (VA Scan) และการทดสอบเจาะระบบ (Pentest) จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) ที่ต้องเพิ่มเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องประชุมบริหารและจัดการกัน

    1. VA Scan คืออะไร 

    Vulnerability Assessment (VA Scan) เปรียบเสมือนการติดตั้งเครื่องตรวจจับควันและตรวจสอบกลอนประตูหน้าต่างเป็นประจำ VA Scan นั้นจะช่วยเรา”ระบุ" (Identify) ประตูหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ล็อค ก่อนที่บอทอัตโนมัติของแฮกเกอร์จะสแกนเจอ

    VA Scan

    ในมุมมองของธุรกิจ การทำ VA Scan ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้าง "พื้นฐานความปลอดภัย" ให้กับบริษัทของคุณอย่างทั่วถึง โดยครอบคลุมระบบงานสำคัญเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ (Cloud), API, หรือเครือข่าย (Network) ประโยชน์หลักของการทำ VA Scan คือการช่วย "ช่วยหาจุดอ่อนหรือรูโหว่เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างรวดเร็ว” ทำให้องค์กรสามารถแก้ไขและปิดจุดอ่อนเหล่านั้น เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณไม่ตกเป็นเป้าหมายง่าย ๆ ของพวกแฮกเกอร์ที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติสุ่มโจมตีไปทั่ว

    VA Scan คือการใช้เครื่องมืออัตโนมัติสแกนหาจุดอ่อนที่รู้จัก (Known Vulnerabilities) เน้นความรวดเร็วและครอบคลุมทรัพย์สินจำนวนมาก เหมาะสำหรับการตรวจสุขภาพระบบประจำเดือน


    2. Penetration Testing คืออะไร

    หาก VA Scan คือการตรวจหาประตูที่ลืมล็อค Penetration Testing (Pentest) คือการจ้าง "นักทดสอบมืออาชีพ" ให้พยายามบุกรุกเข้าบ้านของคุณจริงๆ โดยใช้ทักษะของมนุษย์ (Manual Expert-led) เพื่อหาจุดตายที่ AI หรือเครื่องมืออัตโนมัติมองไม่เห็น

    Pentest

    ในมุมมองของธุรกิจ การทำ Pentest ถือเป็นการทดสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ สำหรับระบบสำคัญของบริษัท เพื่อให้เราเห็นภาพจริงว่า ถ้าข้อมูลรั่วไหลจะเกิดความเสียหายขนาดไหน การทดสอบนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคน เพราะแฮกเกอร์ตัวจริงไม่ได้โจมตีตรง ๆ แต่จะใช้วิธีเชื่อมโยงช่องโหว่เล็ก ๆ หลายจุดเข้าด้วยกัน เพื่อหาทางเจาะเข้าถึงข้อมูลหลัก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะจำลองพฤติกรรมนี้ให้ดูก่อนเกิดเหตุจริง นอกจากนี้ Pentest ยังช่วยให้ทีมไอทีทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยการคัดกรองสัญญาณเตือนผิด ๆ หรือ False Positives ออกไป ทำให้ทีมไม่ต้องเสียเวลาไปแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่ภัยคุกคามจริง ๆ


    Pentest คือการจำลองการโจมตีจริงโดยผู้เชี่ยวชาญ (Human-led) เพื่อพิสูจน์ว่าช่องโหว่ที่มีสามารถถูกเจาะเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จริงหรือไม่ เหมาะสำหรับการทดสอบระบบสำคัญระดับ Business-Critical


    3. ตารางเปรียบเทียบ VA vs Pentest 

    หัวข้อเปรียบเทียบ

    Vulnerability Assessment (VA Scan)

    Penetration Testing (Pentest)

    วัตถุประสงค์หลัก

    หา "รายการ" ช่องโหว่ทั้งหมดที่มี

    หา "วิธี" ที่แฮกเกอร์จะใช้ทำลายระบบ

    ความลึกของการทดสอบ

    ระดับพื้นฐาน (Surface Level) เน้นสำรวจความกว้าง

    ระดับลึกและซับซ้อน (Deep Analysis)

    เครื่องมือที่ใช้

    90% อัตโนมัติ (Software-based)

    80% ทักษะผู้เชี่ยวชาญ (Human-led)

    ความถี่ที่แนะนำ

    อย่างน้อย 6 เดือน หรือทำอย่างต่อเนื่อง (Continuous)

    ปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบสำคัญ(Major Release)

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ (ROI)

    ความสอดคล้องตามมาตรฐาน (Compliance)

    ความอยู่รอดของธุรกิจ (Business Resiliency)

    เลือกแบบไหนคุ้มค่ากว่า? ควรทำควบคู่กัน VA Scan ช่วยรักษา Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน ส่วน Pentest ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจ และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดเบี้ยประกันภัยไซเบอร์


    4. Pentest คือการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย

    การจัดสรรงบประมาณสำหรับการทำ Penetration Testing (Pentest)  ไม่ใช่รายจ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกัน "หนี้ทางเทคนิค" ที่มีราคาสูงลิ่วในอนาคต โดยผลตอบแทนที่ได้นั้นชัดเจนมาก คือช่วยลดความเสียหายมหาศาลจากการถูกโจมตี ซึ่งจากสถิติชี้ว่าการโจมตีหนึ่งครั้งอาจสร้างความเสียหายเฉลี่ยถึง 16-60 ล้านบาท ทำให้การทำ Pentest เป็นการ "จ่ายหลักแสนเพื่อปกป้องหลักสิบล้าน" นอกจากนี้ รายงาน Pentest ที่ทันสมัยตามมาตรฐาน NIST SP 800-115 ยังถือเป็นเอกสารสำคัญที่บริษัทประกันภัยใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อ "ลดเบี้ยประกันภัยไซเบอร์" (Cyber Insurance Premium) หรือเพิ่มวงเงินความคุ้มครองได้อีกด้วย

    NIST SP 800-115 คือมาตรฐานที่จัดทำโดย NIST (National Institute of Standards and Technology) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่มือทางเทคนิคที่ให้แนวทางปฏิบัติสำหรับการวางแผน ดำเนินการ และรายงานผลการประเมินและการทดสอบความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ เช่น การทำ Penetration Testing เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทดสอบเป็นไปตามหลักการสากลและสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจได้


    5. ผลกระทบ 3 ด้านที่ Pentest ช่วยป้องกันความเสี่ยง 

    ผู้บริหารจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเลือกบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เนื่องจาก Pentest จะช่วยป้องกันความเสี่ยงของธุรกิจใน 3 มิติหลัก ได้แก่  

    1) ด้านเทคนิค (Technical) นั้น Pentest จะช่วยปิดช่องโหว่ก่อนเกิดการโจมตีจริง และยังสามารถลด การสะสมของช่องโหว่ใหรือจุดอ่อนในระบบไอที ปัญหาค้างสะสมนี้ที่ ถ้าหากไม่รีบแก้ไขจะส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วในอนาคตเกิดขึ้นได้  

    2) ด้านธุรกิจ (Business) จะช่วยป้องกันการหยุดชะงักของบริการ หรือ "ระบบล่ม" (Downtime) ที่อาจสร้างความเสียหายทางรายได้หลายล้านบาทต่อชั่วโมง พร้อมทั้งรักษา "ความเชื่อมั่น" ของลูกค้าไม่ให้เสียไป

    3) ด้านกฎหมาย (Legal & Compliance) เพราะการทำ Pentest เป็นกิตกรรมหลักที่กฎหมายด้าน Cybersecurity หลายตัวในประเทศไทย มองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ธุรกิจต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย PDPA กฎหมายไซเบอร์ หรือรวมถึงการที่ธุรกิจทำตามข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ข้อกำหนดของ ก.ล.ต. สำหรับกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ ที่กำหนดให้ต้องมีการทดสอบเจาะระบบเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษตามกฎหมาย


    6. องค์ประกอบของรายงาน Pentest

    รายงานผลลัพธ์จากการ Pentest ส่วนใหญ่ จะไม่เพียงแต่บอกว่า "มีช่องโหว่อะไร"เท่านั้น แต่จะบอกว่า "คุณต้องทำอะไรต่อ" องค์ประกอบสำหรับรายงานจะแบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญดังนี้ 

    1. Executive Summary รายงานสรุปภาพรวมความเสี่ยงในรูปแบบภาษาธุรกิจที่บอร์ดบริหารเข้าใจง่าย พร้อมเชื่อมโยงกับผลกระทบที่แท้จริงต่อองค์กร
    2. Exploitation Paths เป็นแผนภาพที่แสดงให้เห็น 'เส้นทางการโจมตีจริง' เป็นขั้นตอน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่แฮกเกอร์พบช่องโหว่เล็ก ๆ ไปจนถึงการบุกเข้าถึง 'ข้อมูลลับ' หรือ 'ระบบสำคัญสูงสุด' ขององค์กรได้อย่างไร ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องปิดช่องโหว่ตรงจุดไหนเพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์เข้าถึง "หัวใจ" ของธุรกิจได้สำเร็จ
    3. Strategic Remediation เป็นคำแนะนำในการแก้ไขช่องโหว่ที่ถูกปรับให้เข้ากับบริบทขององค์กรโดยเฉพาะ (Tailored Recommendations) โดยไม่ได้เป็นแค่รายการสิ่งที่ต้องทำทั่วไป แต่จะมีการจัดลำดับความสำคัญตามระดับความเสี่ยง (Risk Rating) ที่แท้จริง เพื่อช่วยให้ผู้บริหารและทีมไอทีสามารถจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรไปแก้ไขในจุดที่สำคัญที่สุดและคุ้มค่าที่สุดก่อน
    4. Compliance Support การระบุจุดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (Non-compliance) ของกฎหมายและมาตรฐานสากลสำคัญ เช่น GDPR, PCI DSS หรือ ISO 27001 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเชิงลึกที่การสแกนอัตโนมัติมักจะตรวจไม่พบ การค้นพบและแก้ไขจุดเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผ่านการตรวจสอบ (Audit) และการแสดงความรับผิดชอบทางกฎหมายของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายไทยและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในกลุ่มธุรกิจต่างๆ


    7. ธุรกิจของคุณควรทำอะไร?

    ประเภทธุรกิจ

    สิ่งที่ควรทำ (Recommendation)

    SME ทั่วไป

    VA Scan ทุกๆ 6 เดือนหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษา Hygiene พื้นฐาน

    อีคอมเมิร์ซ / มีข้อมูลลูกค้า

    ต้องทำ Pentest อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อ PDPA Compliance

    กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities)

    Pentest ปีละ 1 ครั้ง + VA Scan (แนะนำปีละ 2 ครั้ง) ตามเกณฑ์ ก.ล.ต.

    กลุ่มการเงิน / โรงงาน (OT)

    Full VAPT + ทุกครั้งที่อัปเดตระบบสำคัญ เพื่อ Business Survival


    8. การเตรียมพร้อม 4 ขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่ม Pentest

    เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามแนวทางสากล องค์กรควรเตรียมความพร้อมใน 4 ขั้นตอนหลักก่อนเริ่มโปรเจกต์ Penetration Testing (Pre-Engagement) ดังนี้

    1. กำหนดขอบเขต (Define Scope)  ระบุให้ชัดเจนว่าระบบส่วนใดบ้างที่ต้องการทดสอบ เช่น ระบบคลาวด์ (Cloud), API หรือระบบสำคัญที่สุด (Core Banking) เพื่อให้ผู้ทดสอบโฟกัสไปที่จุดที่สร้างความเสี่ยงสูงสุดต่อธุรกิจของคุณ

    2. กำหนดกฎกติกา (Rules of Engagement - RoE) ตกลงร่วมกันถึงขอบเขตและข้อจำกัดในการทดสอบ เช่น ช่วงเวลาที่ห้ามทดสอบโดยเด็ดขาด (เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการลูกค้า) หรือการจัดการหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

    3. มอบหมายผู้ประสานงานหลัก (Roles and Responsibilities) จัดตั้งทีมและมอบหมายผู้รับผิดชอบหลัก (Point of Contact) ที่สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา เพื่อประสานงานและตอบสนองได้ทันทีหากผู้ทดสอบพบช่องโหว่ร้ายแรงระหว่างการทำงาน

    4. เลือกระดับข้อมูลที่จะเปิดเผย (Information Sharing) ตัดสินใจว่าจะให้ข้อมูลแก่ทีมทดสอบมากน้อยแค่ไหน:

    • Black Box (เสมือนแฮกเกอร์ที่ไม่รู้อะไรเลย) ทีมทดสอบจะเริ่มจากศูนย์

    • White Box (การให้ข้อมูลเชิงลึก) ให้ข้อมูลระบบทั้งหมด เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเจาะลึกและตรวจหาจุดตายของระบบได้ละเอียดที่สุด

    • Gray Box (Hybrid) เลือกทดสอบบางระบบที่สำคัญ ให้ข้อมูลโดยแยกระบบเป็นส่วนๆ ส่วนที่เป็น Blackbox และระบบที่ไม่สำคัญต่อองค์กรสามารถให้ข้อมูลระบบมาได้

      4 Steps of Pentest


    บทสรุป

    สุดท้ายแล้ว VA Scan และ Pentest ต่างก็มีหน้าที่สำคัญในตัวเอง VA Scan ช่วยให้เราดูแล "สุขอนามัย" พื้นฐานของระบบได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ ในขณะที่ Pentest ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าหากมีคนตั้งใจเจาะระบบเราจริงๆ เขาจะทำได้แค่ไหน การทำทั้งสองอย่างควบคู่กันจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้องค์กรบริหารความเสี่ยงได้อย่างสมดุล ไม่ใช่แค่เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์เท่านั้น แต่เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุดเมื่อเจอภัยคุกคามจริง


    มาแลกเปลี่ยนมุมมองกับเรา หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรเริ่มต้นที่จุดไหน ทีมงาน ไซเบอร์เนติกส์ พลัส ยินดีที่จะร่วมพูดคุยและดูแลคุณแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางรากฐานไปจนถึงการป้องกันระดับสูง ดังนี้ครับ

    • Cybersecurity Consultation บริการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อวางแผนโครงสร้างความปลอดภัยที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจและงบประมาณของคุณ

    • Vulnerability Assessment (VA) & Penetration Testing (Pentest) บริการตรวจสอบช่องโหว่และทดสอบเจาะระบบมาตรฐานสากล เพื่อค้นหาและปิดจุดเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง

    • Software SASE Platform โซลูชัน Next-Gen Networking & Security ที่รวมการจัดการเครือข่ายและความปลอดภัยไว้บนคลาวด์ ช่วยให้การทำงานจากทุกที่ปลอดภัยและง่ายขึ้น

    • Cybersecurity Awareness Course หลักสูตรอบรมสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงาน เพราะ "คน" คือปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันภัยไซเบอร์

    เราอยากช่วยคุณวางแผนงานความปลอดภัยที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณจริงๆ เพื่อให้ทุกการลงทุนเกิดความคุ้มค่าและปกป้องสิ่งสำคัญของบริษัทได้อย่างดีที่สุด

    "เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้ธุรกิจของคุณปลอดภัย ไม่ใช่แค่ในรายงาน แต่ในสถานการณ์จริงครับ"

    in Cyber Security
    # Cybersecurity
    Tags
    Cybersecurity
    Archive
    Sign in to leave a comment
    AI Security & Cybersecurity การป้องกันก่อนโจมตี (Preemptive Security) และการใช้ AI เพิ่มศักยภาพด้านความปลอดภัย

    Become an exponential growth & sustainable entrepreneur.

    Contact us and make your company a better workspace.
    Contact Us

    1 Empire Tower 27F Unit 27024, South Sathon Rd., Yan Nawa, Sathon • Bangkok 10120 • Thailand

    [email protected]

    Cybernetics+ © 2021 | Notice & Policy
    Powered by Odoo

    Respecting your privacy is our priority. 

    We use cookies to provide improved experience on this website. You can learn more about our cookies and how we use them in our Cookie Policy.


    Allow the use of cookies from this website on this browser?

    Allow all cookiesOnly allow essential cookies