ประเทศไทยเผชิญ 3 กับดัก
(Thailand with Triple Trap)

        การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับสภาพการเปลี่ยนแปลงจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้และคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการอยู่ดีกินดีของประชากรของประเทศในระยะยาว ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนมาจากการขยายตัวของ “ผลิตภาพรวม” (Total factor productivity: TFP) ไม่ใช่จากการขยายตัวของปัจจัยการผลิตได้แก่ แรงงาน ทุนและวัตถุดิบ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโตของผลิตภาพรวม (TFP) คือ ความสามารถของประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้เพิ่มผลิตภาพและสร้างนวัตกรรมในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ

    ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับ 3 กับดักที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตต่อไปในอนาคต ได้แก่ กับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle income trap) กับดักความไม่เท่าเทียม (Inequality trap) และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา (Imbalance trap) อีกทั้งยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานส่งผลให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ โดยหากพิจารณาผลการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเติบโตของ GDP ภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่เพียงร้อยละ 3 ต่อปี การลงทุนเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2 ต่อปี มูลค่าการส่งออกภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี และผลิตภาพรวม (TFP) ของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.7 ต่อปี

        เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามกรอบการพัฒนาประเทศไทย 4.0  สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เพิ่มสัดส่วนจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาต่อประชากร เพิ่มสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนต่อภาครัฐ ทั้งนี้ได้กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้เสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 24,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี

        ข้อมูลในปี พ.ศ. 2563 พบว่า ประเทศไทยมี Small and Medium Enterprises (SMEs) หรือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวน 3 ล้านกว่าราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.8 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ มีความสำคัญไม่ใช่เพียงเข้าถึงผู้บริโภค-ผู้รับบริการในทุกพื้นที่ แต่ยังมีการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 82.2 ของการจ้างงานทั้งประเทศ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจำนวน 6,551,718 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ดังนั้น SMEs จึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญ
ในการสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการสนับสนุนให้ SMEs ภาคอุตสาหกรรมเติบโตแข่งขันได้ในระดับสากลเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้ได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน SMEs ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยยังประสบปัญหาระหว่างการดำเนินธุรกิจคือ ขาดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขาดนวัตกรรมและผลงานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ ขาดแหล่งข้อมูลที่จำเป็นหรือหน่วยงานที่สามารถเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้

        จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) เป็นต้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดตั้งโครงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของ SMEs ภาคอุตสาหกรรม โดยมีภารกิจหลัก คือ การสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Technology service providers) กับผู้ใช้เทคโนโลยี (Technology users) ในรูปแบบของการจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม

        โดยที่ Cybernetics+ เป็นอีกหน่วยงานที่ให้บริการด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consult)  การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Solutions) และความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ซึ่งเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของ Cybernetics+ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางธุรกิจของ SMEs ภาคอุตสาหกรรม และจุดมุ่งหมายสูงสุดในการหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle income trap) กับดักความไม่เท่าเทียม (Inequality trap) และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา (Imbalance trap) ของประเทศไทย

เอกสารอ้างอิง :

รัตนศักดิ์ วรรณกุล. (2562). การเลือกโครงการวิจัยและพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมด้วยการตัดสินใจแบบหลายหลักเกณฑ์. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น..



ประเทศไทยเผชิญ 3 กับดัก
Rattanasak Wannakul
Personal Data Protection Act
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล