Live to Work or Work to Live
Are you happy in your work?

       
        เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นคำถามไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่ แต่ถ้าเราลองวิเคราะห์ให้ลึกลงไปว่าทำไมเราถึงต้องทำงาน คำตอบของคนสวนใหญ่ก็คือ เพื่อปัจจัยในการดำรงชีวิต เลี้ยงดูครอบครัว ส่งเงินให้พ่อแม่ เพื่อผ่อนหนี้สิน ทั้งบ้าน รถ เพื่อความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เพื่อความอยู่รอด
เพื่อซื้อความสุขส่วนตัวไปเที่ยว ไปคาเฟ่ กินอาหารอร่อยๆ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต

        หากคุณไม่ได้นอนอยู่บนกองมรดกหลายแสนล้านที่เจ้าคุณปู่ทิ้งไว้ให้ (แค่พันล้านอาจไม่พอแล้ว เพราะสภาวะเงินเฟ้อและน้ำมันแพงเหลือเกิน) หรือมีวิธีหารายได้แบบ Passive Income 
และขอไม่นับรวมการมีคนรักคอยเปย์ให้คุณทุกเดือน ก็อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำงานไปได้เลย

        จากวัยรุ่นผู้ร่าเริงสดใส เพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน ออกหางาน สมัคร สัมภาษณ์ผ่าน เซ็นสัญญาเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว มีความฝันว่าจะดูแลพ่อแม่ ด้วยเงินเดือนเริ่มต้นของตัวเอง
แต่
เกิดอะไรขึ้นในโลกการทำงานของพวกเขา หลายปีมานี้เราจะได้ยินคำว่า Work Life Balance, Burnout, หมด Passion และเกลียดวันจันทร์กันบ่อยๆ รวมถึงสภาวะเครียด ซึมเศร้าที่คนทำงานเริ่มเป็นกันมากขึ้น จากคิวการเข้าพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาที่บางสถาบันอาจรอรับการรักษาเป็นเดือนๆ

man sitting on chair using gray Toshiba ThinkPad

        
        จริงๆ แล้วเรามีชีวิตเพื่อทำงาน หรือ ทำงานเพื่อใช้ชีวิตกันแน่ คำตอบของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป คนกลุ่มเล็กๆ ในบางวัฒนธรรม อาจมีชีวิตเพื่อทำงานจริงๆ เหมือนงานเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขา ชีวิตขาดงานไม่ได้ ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากงาน มีความสุขที่ได้ทำงานทุกๆ วัน แต่ถ้าคุณต้องการทำงานเพื่อใช้ชีวิต แล้วเพราะอะไรคุณถึงยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการเสียที

        ให้เวลาตัวเองนั่งทบทวนกับงานที่อยู่ตรงหน้าคุณอย่างจริงจัง ว่าบทบาทหน้าที่ที่แท้จริง
ของคุณคืออะไร อาจเขียนใส่กระดาษเอาไว้เป็นข้อๆ คุณมีจุดแข็งอะไรที่พัฒนาต่อยอดไปได้ไกลขึ้น
จัดลำดับความสำคัญของเนื้องานใหม่ คุณเข้าประชุมมากเกินไปหรือไม่ ในแต่ละครั้งได้น้ำหรือเนื้อ
งานไหนที่ปล่อยให้คนอื่นทำได้ คุณต้องเข็มแข็งที่จะปฏิเสธงานของคนอื่นออกไป หรืองานที่คุณ
รู้สึกว่าทำแล้วติดขัด ต้องใช้กำลังภายในมากและไม่น่ารอด ลองปล่อยให้คนที่เชี่ยวชาญกว่าไปทำ
ไม่ใช่ว่าคุณไม่เจ๋ง แต่คนเราไม่มีใครเหมือนกัน เพื่อให้คุณได้มีเวลาโฟกัสกับงานของคุณจริงๆ
และผลงานของคุณ ต้องออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

man in black t-shirt sitting at the table using macbook pro

        
        ลองปรึกษาหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาของคุณ ถ้าประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับคือ Win-Win และคุณได้รับโอกาสในการจัดโต๊ะทำงานใหม่ ก็ถือเป็นเรื่องดีที่คุณสามารถควบคุมงานของคุณได้ก่อนที่งานจะควบคุมชีวิตคุณ  

        และเราคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนวัยทำงานทั่วโลก ซึ่งสาเหตุหลักนั้นก็เป็นผลมาจากการทำงานหนักเกินไปนั่นเอง

        จากข้อมูลของ WHO คนที่ทำงานกว่า 55 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 35% และความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับคนที่มีชั่วโมงการทำงานมาตรฐานที่ 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 


people wearing surgical clothes inside operating room

        
        ตัวเลขนี้น่ากังวลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงพฤติกรรมในการทำงาน ที่ต้องนั่งท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน กินอาหารที่มีสารอาหารน้อย หรือข้ามบางมื้อเพราะมัวทำแต่งานที่เร่งรีบ เมื่อมีเวลาพักก็มักจะออกไปสังสรรค์ ดื่มแอลกฮอล์ สูบบุหรี่บ่อยๆ อาจมีคืนที่นอนไม่หลับร่วมด้วยเพราะคิดเรื่องงานเกือบจะตลอดเวลา เมื่อร่างกายคุณอ่อนแอ ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลง การควบคุมอารมณ์ต่ำ อาจทำให้คุณทำร้ายจิตใจของคนอื่นได้ง่าย  

        หากคุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารที่ทำงานหนักมากเกินไป แน่นอนคงไม่มีใครอยากถอนเงินเก็บอันมีค่า มารักษาตัวเองที่โรงพยาบาลแน่นอน ยกเว้นคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศหรือ
มีประกันสุขภาพรองรับ ลองจัดเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ แล้วมองภาพรวมขององค์กรใหม่
ว่าวันนี้ พนักงานของคุณมีความสุขกับการทำงานให้คุณอยู่หรือไม่ มีระบบการจัดการองค์กรอะไร
ที่ช่วยให้การทำงานของพวกเขารวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างผลกำไรในระยะยาว
ได้มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ถ้ายังไม่มี หรือต้องใช้หลายๆ โปรแกรมมากเกินไป
บางที Odoo ERP โดย ​Cybernetics+ อาจช่วยคุณได้ค่ะ

อ้างอิง: 
    http://ctp.llc/NPmGn
    http://ctp.llc/dHH5Z



Live to Work or Work to Live
Natenatip Punapanon
Deepfake
The perils that come with technology