จีนเปลี่ยนจากประเทศที่ถูกเรียกว่านักก็อป เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ยังไง ?
(ถอดความจาก Panel Speaker -- Copy Cats Stories)

จีนเปลี่ยนจากประเทศที่ถูกเรียกว่านักก็อป เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ยังไง ? 

(ถอดความจาก Panel Speaker -- Copy Cats Stories)


ถ้าหากเราลองนึกย้อนไปในอดีตเพียงไม่นาน ช่วงราว ๆ สองทศวรรษที่ผ่านมา ถ้าหากพูดถึงสินค้าและบริการของประเทศจีน เรามักจะนึกถึงของลอกเลียนแบบ ของไม่ได้คุณภาพ หรือแม้กระทั่งสินค้าที่ถูกทำออกมาเพื่อหลอกลวงผู้บริโภคใช่ไหมครับ  

กลับมาที่เวลา ณ ปัจจุบัน มีอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มากมาย ที่เรายินดีที่จะใช้ของที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "ของจีน" ได้อย่างไม่เคอะเขิน แถมได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างหลากหลาย ถ้าใครยังคิดไม่ออก ลองนึกถึงสินค้าและบริการอย่าง Huawei, Xiaomi, Alibaba หรืออีกมากมายที่ประเทศจีนเป็นทั้งผู้ผลิต และเป็นเจ้าของดูครับว่ามีมากมายขนาดไหน 

ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้น ที่เราน่าจะลองถอดบทเรียนดู คือ ประเทศจีนสามารถเปลี่ยนจากผู้ตาม นักลอกเลียนแบบ กลายมาเป็นผู้นำและผู้บุกเบิกในหลาย ๆ ด้าน ถึงขั้นโดดเด่นขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอำนาจใน New World Order กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ? 

ประจวบเหมาะกับที่ผมได้เข้าร่วมงานสัมนาในงาน Building Global Digital Startup ที่ True Digital Park เลยอยากจะชวนมาถอดบทเรียน และมองการประเมินตัวเองของ Tech Entreprenuer ในประเทศจีนดู ว่าเค้าใช้ประโยชน์กับการ "เคย" เป็น Copycat ได้อย่างไร ในแง่มุมใดบ้าง 

ผมขอสารภาพ ว่าตอนแรกก็ตกใจ ไม่คิดว่าเค้าจะยอมรับกันขนาดนี้ เพราะคำนี้ผู้บรรยายในงานซึ่งเป็นคนจีนใช้เองเลยนะครับ กับคำว่า Copycat ผมขอแปลแบบไทย ๆ ว่า "นักก็อป" ว่าแล้วก็ลองไปดูปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้กันครับ

1. การยอมรับความเป็นจริง : ในยุคเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ประเทศจีนยอมรับความเป็นจริงในเรื่องของการไม่มีไอเดีย ไม่มีนวัตกรรม หรือองค์ความรู้ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งวิธีการผลิตต่างๆที่ยังไม่มี Know-How มากนัก สินค้าที่ออกมาจึงยังไม่ได้มาตรฐานและคุณภาพ ดังนั้นกลยุทธ์ของจีนจึงเป็นการเปิดรับเอาแนวความคิด และกรรมวิธีหลากหลายรูปแบบ จากหลากหลายประเทศ และนำมาสร้างสินค้าและบริการที่เป็นของตัวเอง ถึงแม้ในมุมมองของต่างชาติ การกระทำเช่นนี้คือการลอกเลียนแบบ แต่สำหรับประเทศจีนเอง มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เราเลยจะเห็นหลาย ๆ แบรนด์ที่มีลักษณะ "คล้าย" กับบริการที่ประเทศอื่นมี เช่นประเทศอื่นมี Netflix ที่จีนก็มี IQIYI ที่อื่นมี UBER ที่จีนก็มี DIDI เป็นต้น

2. ยังไม่ต้องสร้างสิ่งใหม่ แต่พัฒนาของเดิมให้ดีขึ้นก่อน : ถึงแม้หลาย ๆ ประเทศ จะพยายามเน้นเรื่องของการ “สร้าง” นวัตกรรม แต่สำหรับประเทศจีนมองว่าในยุคนั้นการ "สร้าง" นวัตกรรม ใช้กำลังคนและเงินทุนมหาศาล จึงเน้นในเรื่องของการ “พัฒนา” สิ่งที่มีคนสร้างมาแล้วให้ดียิ่งขึ้น ไม่เฉพาะแค่ตัวสินค้า และบริการ แต่รวมไปถึงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการต่าง ๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศจีนจะกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน เพราะมีความพยายามในการพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่สองทศวรรษที่ผ่านมา

3. ขนาดตลาดที่ใหญ่ และมีมูลค่ามหาศาล : ไม่ว่าผู้ประกอบการในประเทศจีนจะนำสินค้า หรือบริการใด ๆ เข้าสู่ตลาด พวกเขาจะมีตลาดขนาดใหญ่ที่รองรับสินค้าและบริการนั้น ๆ ด้วยจำนวนประชากรถึง 1,400 ล้านคน (20 เท่าของประเทศไทย) ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลการขาย รวมไปถึงการวิเคราะห์ตลาดเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจที่ออกมา จะประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ใจความสำคัญอยู่ที่ผู้ประกอบการในประเทศจีนรู้ได้อย่าง "รวดเร็ว" ว่าธุรกิจแบบไหน “ไม่เวิร์ค” ต่างหาก เรียกได้ว่าเป็นการ FAIL SUPERFAST TO FORWARD อย่างแท้จริง

4. เสถียรภาพทางการเมือง : ระบอบการปกครองของจีน เอื้อต่อการพัฒนาในแนวทางนี้ เพราะผู้นำสามารถที่จะกำหนดทิศทางในการดำเนินงานของประเทศได้แทบจะเบ็ดเสร็จ ส่งผลถึงเสถียรภาพในการควบคุมตลาด ควบคุมการแข่งขันภายในประเทศ (ผู้บรรยายแนะนำให้ลองคิดว่าถ้ามีคนประท้วงว่าอยากใช้ Facebook มากกว่า Renren อยู่เรื่อยๆ คงจะวุ่นวายน่าดู) แต่แน่นอน ก็ทำให้เกิดปัญหาหลาย ๆ ด้านตามมา ที่คงไม่ได้กล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้

5. จดทะเบียนในตลาดระดับโลก : หลังจากสินค้าและบริการได้รับการยอมรับมากขึ้น บริษัทของประเทศจีนหลาย ๆ บริษัท มีการจดทะเบียนเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์นอกประเทศจีน เพื่อความคล่องตัวในการระดมทุน, การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ, การได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

6. ใช้ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ในการก้าวเป็นผู้บุกเบิก : สิ่งที่ประเทศจีนสร้าง ไม่สามารถเกิดได้ในชั่วข้ามคืน แต่ใช้ระยะเวลาถึงสองทศวรรษ กว่าที่ประเทศจีนสะสมองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของนวัตกรรม การบริหารจัดการ การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งและความเด็ดขาดจากภาครัฐ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย ที่ปัจจุบันประเทศจีนจะเปลี่ยนจากผู้ตาม กลายมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำอย่างเต็มตัว และเป็นชิ้นส่วนสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวไปทั้งหมดบางจุดก็น่าสนใจว่ามันมี Tradeoff อยู่เหมือนกัน เช่น การโดนมองจากภายนอก ว่าเป็นนักก็อป นักขโมยนวัตกรรม รวมถึงสินค้าหรือบริการบางอย่างในปัจจุบันก็ยังไม่ได้มาตรฐานทัดเทียมผู้ผลิตจากชาติอื่น ๆ อย่างเช่นรถยนต์ เครื่องยนต์ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปในอดีต ครั้งนึงสินค้าในหมวดหมู่อื่นของประเทศจีนก็เคยถูกมองว่าเป็นแค่ของ "เกรดรอง" มาก่อน

หวังว่าทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้ผู้อ่านพอจะเห็นภาพว่าเส้นทางของจีน จากนักลอกเลียนแบบ มาเป็นผู้บุกเบิก มีที่ไปที่มาอย่างไรเพิ่มมากขึ้นนะครับ

ปล.ถ้าเราลองไปติดตามตัวเลข Valuation ของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศจีน นับว่าไม่ธรรมดาเลย

Back in the past, just a short time ago. When talking about products and services in China, we often think of counterfeit, poor quality, or even products that are made to deceive consumers. But in just two decades China can turn from a follower to a copycat. How did China become a leader and pioneer in many fields?

If anyone still can't figure it out, think about products and services like Xiaomi, Alibaba or many more that China owns. So let's take a look at the factors that make China change so much.

1. Accepting Reality: In the Beginning of Change China accepts the fact that there is no idea, no innovation, or knowledge to create new businesses, or even no production methods. Know-how a lot. The products that come out are not up to standard and quality. Therefore, China's strategy is to embrace a wide range of ideas and methods from different countries and use them to create their own products and services. Even from a foreign perspective, this act is plagiarism, but China sees it as the starting point of learning.

2. You don't have to create new things, but improve the old ones first : even though many countries Will try to focus on creating new innovations. But for China, in that era, creating new innovations takes a lot of manpower and capital, so it focuses on the development of things that have already been created to be better, not only products and services, but also It is not surprising that China has become one of the world's top producers today because of the development efforts in these areas from the past two decades.

3. Huge market size and huge value: whether entrepreneurs in China To bring any product or service into the market, they will have a large market to support that product and service. With a population of 1.4 billion people (20 times that of Thailand), it makes sales data analysis, marketing analysis. However, this does not always mean that every business that emerges will be successful, but the key point is that entrepreneurs in China quickly know which businesses are “not working”.

4. Political Stability : China's Regime contributing to the development in this way because the leaders are able to determine the direction of the country's operations, almost completely affecting the stability of the control of the domestic competitive market I want to use Facebook more than Renren. It's going to be chaotic.)

5. Listed on the global market: After the products and services are more accepted, many Chinese companies are listed for trading outside of China for flexibility in fundraising, expanding the market to foreign countries, International recognition

6. Use all of the above to become a pioneer : What China creates cannot happen overnight but it takes more than two decades for China to accumulate knowledge in various fields. In terms of innovation, management, customer reach, combined with strong support and decisiveness from the government, it is not surprising that China is now turning from a follower. Coming up to challenge the leadership position and is an important factor in the development of technology in various fields, it can be seen that at some points it is interesting that it has its own tradeoff, such as being viewed from the outside as a copywriter, an innovation thief, but I hope that all of this should help readers to see how China's path from imitators to pioneers has more origins. 


PS. Value of companies in China is not common at all.


จีนเปลี่ยนจากประเทศที่ถูกเรียกว่านักก็อป เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ยังไง ?
Akkarawat Mansap
Google Workspace
การใช้งาน Google Workspace